รู้วิชา

posted on 28 Apr 2008 11:47 by lagnadan  in Philosophist



        วิชาคืออะไร?



        คือแหล่งปัญญา คือองค์ความรู้ที่ดำรงอยู่ในสากลจักรวาลทั้งมวล คือทุกสิ่งที่ธรรมชาติรอบข้างแสดงแก่เรา ทั้งสิ่งเล็กน้อยจนหาค่าแทบไม่ได้ ถึงสิ่งยิ่งใหญ่อันเกินจะประมาณก็มีองค์ความรู้ มีวิชาแฝงอยู่ในนั้นทั้งสิ้น

        ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ หากเราเป่าลมจากปากเราใส่เปลวเทียนมันจะดับ ค่า "Pi" เท่ากับยี่สิบสองส่วนเจ็ด หลังจากต้มเส้นสปาเก็ตตี้จนสุกให้แช่น้ำเย็นเพื่อกันเส้นอืด ฯลฯ ทั้งหมดก็เรียกได้ว่าเป็น "องค์ความรู้" หรือ "ปัญญา" ทั้งสิ้น

 

        แต่แบบใดจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้รู้ในวิชากัน?

 

        รู้วิชา คือรู้แตกฉาน รู้จริง รู้รอบในเรื่องที่รู้ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่จะ "รู้ทั้งหมดมวล" เพราะข้อมูลใหม่ๆจะเกิดขึนให้เราศึกษาเสมอ) ฉะนั้นการรู้ หรือมีปัญญาก็มักจะควบคู่ไปกับ "การเรียนรู้" เสมอ

 

        รู้ในสิ่งที่จะเรียน



        คือรู้ในสิ่งที่ตน "จะ" เรียน รู้ในจุดมุ่งหมายที่จะเรียน ที่จะศึกษา รู้ประโยชน์ขององคืความรู้นั้นๆ คือรู้ว่าศึกษาแล้วจะได้อะไร ศึกษาเพื่ออะไร และศึกษาทำไม

        หลายต่อหลายคนไม่ทราบในสิ่งที่ตนจะเรียน ไม่รู้ในจุดมุ่งหมายแห่งการศึกษา ไม่รู้จุดประสงค์ในการร่ำเรียนวิชา ฉะนั้นจึงต้องย้อนกลับไปยังข้อหนึ่ง คือ "รู้จักตนเอง" ใหม่อีกครั้ง เพราะนี่คือการตอบคำถามของตัวเองไม่ได้ คือยังไม่รู้จักตนเองพอ



        จดจ่อในสิ่งที่ตนเรียนอยู่



        คือการทำความเข้าใจอย่างถึงพร้อม ถ่องแท้ และตั้งใจจริง คือการสนองตอบต่อการเข้าถึงตนเอง สนองตอบต่อการรู้จักตนเอง เพราะตัวตนเรานี่เองที่เป็นผู้เลือกที่จะศึกษา หรือตัดสินใจที่จะศึกษา ฉะนั้นนี่การซื่อสัตย์ต่อตนเอง



        แตกฉานในสิ่งที่ได้เรียนไป



        คือรู้ เข้าใจ และขบคิดแตกฉานในองค์ความรู้ที่ตนได้รับไป ไม่ใช่เรียนรู้แล้วก็วางไว้ เฉยไว้ ไม่เก็บไปขบคิด หรือบูรณาการณ์ เพราะองค์ความรู้ไม่ได้อยู่โดยโดดเดี่ยว มันเกาะเกี่ยวกับองค์ความรู้อื่นเสมอ เราผู้ซึ่งได้รับองค์ความรู้นั้นเข้าไปแล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะขบคิด เคี้ยวย่อยให้ละเอียด ผูกโยงองค์ความรู้ที่ได้รับไปแล้วนั้นกับองค์ความรู้เก่าอื่นๆ

        ความรู้สามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยสิ่งสองสิ่ง คือ ปัญญาญาณ และประสบการณ์

        เพราะตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ก่อนที่เขาจะเกิดปัญญาใดๆ ประสบการณ์จะถูกจารึกอยู่ในจิตของเขา ตั้งแต่การกินอาหาร การขับถ่าย ภาษา ท่าทาง ฯลฯ เกิดจากประสบการณ์ทั้งสิ้น

        แต่ปัญญาญาณจะเป็นผู้ก่อรูปให้ผลแห่งประสบการณ์ทั้งหลายก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ เพราะปัญญาคือผู้คัดกลั่นให้ความรู้ตกผลึกจากประสบการณ์ในตัวเรา


        ตัวอย่างง่ายๆคือ เมื่อเรามัสผัสถูกไฟ เราจะร้อน (แน่นอนว่าอาจถึงขั้นได้แผลพุพอง) ซึ่งจะเกิดรอยประทับ เกิดภาพประทับประสบการณ์แก่เรา ให้เราจดจำว่าไฟนั้นร้อน และสำหรับคนที่ผ่านชีวิตมานานขึ้น ก็อาจจะเจอความร้อนที่ทำให้เกิดแผลพุพองในรูปแบบอื่นเช่น ถ่านไม้ลุกแดง บัดกรีเชื่อมเหล็ก เตาไฟฟ้าแบบลวดความร้อน ซึ่งทั้งหมดสามารถก่อให้เกิดประสบการณ์ "วัตถุร้อนจนเป็นอันตราย"

        แต่ปัญญาจะเป็นตัวสรุปว่าสิ่งที่เป็นอันตรายไม่ใช่ท่อนเหล็กบัดกรี ไม่ไช่ไม้ถ่านดำปี๋ ไม่ใช่ลวดโลหะ แต่เป็น"ไฟ" หรือ "ความร้อน" ต่างหาก ซึ่งตรงนี้เองที่องค์ความรู้จะเกิด คือ "ความร้อนที่เกินพอดีจะเกิดอันตราย" ตรงนี้เองที่ต่างจากการรู้แค่เพียงว่าไฟอันตราย ถ่านไม้ลุกแดงอันตราย บัดกรีเชื่อมเหล็กอันตราย

        หากสุนัขเลือกที่จะสัมผัสบัดกรีเชื่อมเหล็กจนโดนลวกในครั้งแรก(น่าสงสารน้องหมา) มันจะจดจำรูปร่างของบัดกรีนั้นไปตลอด ไม่ว่าบัดกรีนั้นจะเสียบปลั๊กอยู่หรือไม่ สุนัขตัวนั้นจะไม่มีทางที่จะเลือกสัมผัสบัดกรีนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง(เว้นแต่ว่ามันจะโง่มากๆ) นั่นเรียกว่าการเชื่อประสบการณ์ และสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ไม่ใช่ปัญญา เพราะมนุษย์สามารถมีปัญญาญาณไตร่ตรองจนรู้ได้ว่าที่อันตรายไม่ใช่ตัวบัดกรี แต่เป็นความร้อนที่เกิดจากบัดกรีต่างหาก เราจึงสามารถเลือกที่จะสัมผัสบัดกรีที่ยังไม่เสียบปลั๊กได้โดยไม่เกิดอันตรายใดๆ (เว้นแต่ว่าเพิ่งจะถอดปลั๊กมาหมาดๆ)

        แน่นอนในทางกลับกัน กระทั่งเรื่องที่เราอ่านเจอ หรือขบคิดขึ้นมานั้น ก็ยังไม่สามารถเรียกได้ว่านั่นเป็นความรู้ จนกว่าจะผ่านประสบการณ์และใช้ปัญญาไตร่ตรองซ้ำจนเกิดเป็นองค์ความรู้



        ยกตัวอย่างง่ายๆ ในอดีตนานมาแล้วมีนักคิดท่านหนึ่ง (ซึ่งขอปิดไว้เพื่อชื่อเสียงของท่าน) ได้เสนอแนวคิดที่ว่าเมื่อเราขว้างวัตถุใดขึ้นฟ้าไปข้างหน้า มันจะพุ่งเป็นเส้นโค้งจนถึงจุดสูงสุดแล้วจะตกลงมาตรงๆ (ซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าท่านคิดเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ก็พอเข้าใจว่าสมัยนั้นยังไม่มีกีฬาประเภทลูกกลมๆอย่างเทนนิส กอล์ฟ หรือแบทมินตัน) และแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย!!!(ให้ตายเถอะ ถ้ามันเป็นจริง จะถึงจุดจบของวงการกีฬาหลายชนิดทีเดียว) และผู้คนต่างเชื่อเช่นนั้นอยู่นานทีเดียว (ที่ว่านานนี่ นานเป็นร้อยปีเชียวนะ) จนมีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งทดลองทำ ผลออกมาก็คือ วัตถุใดๆเมื่อถูกขว้างขึ้นฟ้าไปข้างหน้า มันจะพุ่งเป็นเส้นโค้ง(พาราโบลา) จนสัมผัสพื้นดิน หากวัตถุนั้นปราศจากแรงกระทำอื่นจากภายนอก แนวคิดนี้จึงถูกทำลายลง

        ฉะนั้นประสบการณ์ก็มีส่วนสำคัญ ใช่ว่าการขบคิดจากภายในจะเกิดปัญญาได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับการอ่าน หรือรับความรู้จากแหล่งอื่นๆ ก็ต้องผ่านประสบการณ์เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้รับมานั้นเป็นองค์ความรู้จริง

edit @ 29 Apr 2008 14:45:37 by Lagnadan

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบคุณครับ

ส่วนตัวผมก็มองว่าการขบขิดเป็นเรื่องสำคัญ และเราก็สนุกกับการขบการคิดนั้นด้วย แต่ผมรู้สึกว่าบางทีคนเราก็ขี้เกียจ แม้แต่จะขบคิด

ป.ล. ขอบคุณที่ช่วงเจิมบลอคและช่วยแก้เรื่องภาษานะครับ

#1 By v@n-(สารพัดพิษ) on 2008-04-28 22:19

ขอบคุณสำหรับสาระคะ...
แต่ดิชั้นไม่มีปัญญานี่สิคะ question
ประสบการณ์ก็ม่ายมี question
แหะๆ

#2 By ~Resha-Valentine~ on 2008-04-28 22:20

ขอบคุณค่ะที่มาทักทายนะคะ คนแรกสำหรับเราเลยล่ะ confused smile

ดูมีสาระมากๆเลยค่ะ เราไม่เห็นจะมีสาระอย่างนี้เลย T-T

#3 By Rethy's on 2008-04-28 22:31

ขอบคุณสำหรับเม้นนะฮะ
มาดูเอนทรี...สาระมากมาย เป็นเรื่องดีๆให้คิด^^

อากาศที่นิวก็ดีฮะ ช่วงนี้ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว
ยังไงก็ช่วยชี้แนะด้วยนะฮะ
พอดีเพิ่งสมัครเข้ามาใหม่
ว่าแต่ ชื่ออะไรหรือฮะ

(แหะ เด็กใหม่ถามเลยแล้วกันฮะ)
ชอบคิดคะ อิอิ แต่คิดมะออกซักที

#5 By fangkhaow on 2008-04-29 13:58