โอ้! พระ(แม่)เจ้า!

posted on 27 Sep 2008 20:42 by lagnadan  in Philosophist


          แรกเริ่มเดิมที อารยธรรมมนุษย์บูชา “เทพมารดร”, “พระแม่เจ้า” หรือ “เทวี” มาแต่ไหนแต่ไร หรืออาจจะพูดให้แรงขึ้นอีกนิดว่า “พระเจ้าเป็นผู้หญิง” เพราะสามารถพบหลักฐานการบูชามารดาแห่งสรรพสิ่งมาตั้งแต่ราว ๒๕,๐๐๐ ปีก่อนโน้น! ในขณะที่การนับถือ “พระบิดา” ของบางสายศาสนาผุดขึ้นมาไม่เกิน ๓,๐๐๐ ปีมานี้เอง


          ที่แต่เดิม มนุษย์เรานับถือเพศหญิง เพราะสังเกตเห็นความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างผู้หญิง และธรรมชาติ ไม่ว่าการมี “โลหิต” ในจังหวะเวลาที่สอดคล้องกับรอบการเต็มดวงของพระจันทร์ (แต่ในปัจจุบัน ความใกล้ชิดธรรมชาติได้ถูกลดทอนลงจากเทคโนโลยี จนทำให้ “รอบเดือน” คลาดเคลื่อนไป) เพศหญิงยังเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตอันแสนสำคัญและน่าอัศจรรย์ยิ่งอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ตำนานว่าด้วยการสร้างโลกจะเป็นฝีมือการรังสรรค์ของเทพสตรีองค์หนึ่ง (เช่นเทวีอิชตาร์ “Ishtar” มดลูกแห่งจักรวาลของบาบิโลน เทวีกายา “Gaia” บ่อเกิดแห่งปัญญา และความรู้สึกของกรีก)

แอบบ่นนิด... เทวี อิชตาร์ ก็โดนคริสตศาสนาดึงเอาไปเป็นปีศาจแอชทารอธ “Ashtaroth” ซะงั้น


          เทพมารดรนี้เอง ที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการเกิดและการตาย ฉะนั้นการเซ่นสรวงบูชาเพื่อขอบคุณในความอุปถัมภ์ของพระนาง ส่วนมากก็มักจะเป็น “กามบูชา” ในหลายความเชื่อมีส่วนคล้ายที่เทพมารดรมีตัญหาราคะสูง และความงอกงามแห่งธรรมชาติเป็นผลพวงจากกามกิจของพระนางเท่านั้น

 

          ชนเผ่าหนึ่งในทวีปแอฟริกา มีพิธีบูชาพระแม่ธรณีด้วยการนำบุรุษในเผ่าออกไปยังทุ่งกว้าง ขุดรูเล็กๆ แล้วก็ร่วมเพศกับพระนางผ่านรูที่ขุดนั่นแหละ (อ๊าย!~ เขียนเองก็เขินเองนะ) เพราะเชื่อกันว่านั่นจะทำให้พระแม่ธรณีนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แผ่นดิน

 

          ในบางที่ก็มีประเพณี “บูชายัญชายหนุ่ม” ให้แก่พระนางทุกปี ดังเช่นในอัสซิเรีย ที่จะบวงสรวงบูชาเทวีอะนายติส “Anaitis” ด้วยการจับชายหนุ่ม(เอ๊าะๆ)ที่รูปงามที่สุด มาแต่งแก้มสรรพางค์กายด้วยสี และแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยทองคำ และผ้าย้อมสีแดงสวยสดงดงาม และใช้ “คืนสุดท้าย” ด้วยการเสพสังวาสกับเหล่านักบวชหญิงต่อหน้าธารกำนัล (อ๊าย!~) จนอิ่มหนำกันแล้ว เขาก็จะถูกคลุมห่มด้วยทองคำแล้วจุดไฟเผา!!! (หนุ่มๆแถวนี้อยากลองดูไหมจ๊ะ?)

 

นี่เลย รูปเทวีอนายติส


          แต่อำนาจก็ย่อมมีวันเสื่อม... (สัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยน) การบูชาพระแม่ถูกแทนที่ด้วยพระเจ้าที่เป็นบุรุษเพศ จากที่ผู้หญิงรับหน้าที่ในการเก็บเกี่ยวหาของป่า เพาะปลูก หาอาหารเข้าครอบครัว (ยังจำเรื่องมนุษย์ยุคหินได้ใช่ไหมจ๊ะ?) แต่เมื่อสังคมใหญ่ขึ้น การผลิตก็ไม่พอกับความต้องการ ผู้ชายจึงเริ่มมีบทบาทในการ “เพาะปลูก” มากขึ้น รวมไปถึงการที่พวกผู้ชายเอาใจพระแม่ด้วยการเพาะปลูก และให้ผู้หญิงรับหน้าที่นักบวชเพื่อเข้าถึงพระแม่เจ้า



          พอเวลานานเข้า เมื่อสังคมกว้างขึ้นก็เปลี่ยนจากการเอาหอก ค้อน ไปแทงไปทุบหัวแมมมอธ หรือวัวตัวเขื่อง ก็กลับกลายมาเป็นทุบหัวกันเอง (หมายถึงระบบกองทัพน่ะนะ) เมื่อมีการต่อสู้กันระหว่างเผ่า ระหว่างเมือง ฝ่ายชายจึงมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ ด้วยสรีระที่เหมะแก่การรบมากกว่า


ฉะนั้นจะบอกว่าพระเจ้าที่เป็นหญิง เกิดจากธรรมชาติ และพระเจ้าที่เป็นชาย เกิดจากสงคราม จะได้ไหมนะ?


          และโดยไม่ทราบสาเหตุ (ไม่ค่อยอยากจะทราบเท่าไหร่ด้วย) การบูชาไปรวมกันอยู่ที่ “ลึงค์” ซึ่งถูกยกให้เป็นแหล่งกำเนิดอันแสนศักดิ์สิทธิ์ ในประเทศกรีซ (อารยธรรมกรีกและมิโนอันนั่นแหละ) สามารถพบเห็นเสารูปลึงค์ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด (ฉันเองก็นึกภาพไม่ออกนะ ว่าถ้าไปอยู่ในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไร?)

          ในอินเดีย (เริ่มคุ้นแล้วใช่มะ?) พระศิวะบรรลุความสูงสุดของอำนาจเหนือกว่าพระพรหม และพระวิศณุด้วยว่าพระองค์มีขนาดอวัยวะส่วนนี้ใหญ่ที่สุด!!! (ตายละ! นี่กลายมาเป็นความเชื่อพื้นฐานของชายทั่วโลกไปซะแล้ว)


          ตามความเชื่อของไศวนิกาย (พราหมณ์ที่ถือพระศิวะเป็นใหญ่) พระพรหมถูกสาปให้ไม่มีเทวสถานเป็นของตัวเอง เพราะครั้งหนึ่ง พระพรหมและพระวิศณุต้องการจะแข่งขันกัน จึงไปหาพระศิวะ การแข่งขันก็คือ แยกกันบินไปดู ฐาน และยอดของลึงค์แห่งพระศิวะ (แข่งอะไรกันเนี่ย!!!) พระพรหมบินบึ้นไปหายอด พระวิศณุเหาะลงหาฐาน จนแล้วจนรอด พระวิศณุก็เหาะกลับมาเพราะหาฐานไม่เจอ แต่พระพรหมที่เหาะตามมาติดๆ บอกพระวิศณุว่าบินไปถึงยอดแล้ว พระศิวะเลยจับได้ว่าพระพรหมโกหก เลยโดนสาปซะ (ประมาณว่าขนาดของพระองค์ท่านยาวมาก จนมั่นใจว่าไม่มีใครทำได้แน่ๆ)


          ขอพูดอีกพิธีนึงนะ อย่าเพิ่งคลื่นไส้กันเสียก่อน มีพิธีหนึ่งซึ่งสืบทอดกันมานับหมื่นปีในไศวะนิกาย ที่พราหมณ์จะออกมายืนเปลือยกาย พร้อมกับสั่นกระดิ่งเรียกผู้หญิงให้มาจุมพิตอวัยวะอันศักดิ์สิทธิ์ของสาวกแห่งพระศิวะ (แหวะ!)


          พระแม่เจ้าก็ถูกยึดอำนาจ ด้วยเหตุประการฉะนี้และ ร่องรอยแห่งการเสียฐานันดรก็ยังปรากฏอยู่ตามตำนานต่างๆ ดังเช่นในตำนานของชาวบาบิโลเนียน ที่เทพมาร์ดุค “Marduk” เข้าประชัญสงครามกับเทวีติอามัท “Tiamat” มารดาแห่งจักรวาล แล้วสับพระนางออกเป็นสิบๆ ชิ้น เพื่อมาสร้างโลก


          และหลังจากการปรากฏของแนวความเชื่อที่เทพบิดรเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น พระอินทร์ ซุส โอดิน เควเซิลควอเติล หรือด๊ากด้า เทพมารดรอันเป็นสัญลักษณ์แห่งสตรีเพศก็ลดบทบาทลง

 

พร้อมกับสงคราม และความเกรี้ยวกราดแห่งเทพบิดรก็ขยับขยายครอบครองไม่ทั่วทุกหัวระแหง...
 
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก The No Non-Sense Guide To  World History by Chris Brazier

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เหอๆ คนเรานี่ก็บูชาอะไรแปลกๆ

ที่จริงไอ้ที่บูชาไม่แปลกเท่าไหร่
แต่พิธีนี่สิsad smile

น่ากลัวหยองชิบ

#1 By S.Sasi on 2008-09-27 21:13

ต้องรอดูว่าพระเจ้ายุคต่อไปของเราจะมาจากไหน อาจเป็นพระเจ้าจักรกลก็ได้! Hot!

อัพบ่อยๆเซ๋

#2 By Repentant on 2008-09-27 21:41

จะว่าดีหรือไม่ดีเนี่ย

แต่ว่า สมัยก่อนนี่ก้เชื่อกัน แล้วความเชื่อมันเกิดจากอะไร

ทำไมถึงทำให้คนเราเชื่อกันได้ขนาดนั้นนะ

#3 By mong (58.8.180.208) on 2008-09-27 21:48

ตามความเชื่อของไศวนิกาย (พราหมณ์ที่ถือพระศิวะเป็นใหญ่) พระพรหมถูกสาปให้ไม่มีเทวสถานเป็นของตัวเอง เพราะครั้งหนึ่ง พระพรหมและพระวิศณุต้องการจะแข่งขันกัน จึงไปหาพระศิวะ การแข่งขันก็คือ แยกกันบินไปดู ฐาน และยอดของลึงค์แห่งพระศิวะ (แข่งอะไรกันเนี่ย!!!) พระพรหมบินบึ้นไปหายอด พระวิศณุเหาะลงหาฐาน จนแล้วจนรอด พระวิศณุก็เหาะกลับมาเพราะหาฐานไม่เจอ แต่พระพรหมที่เหาะตามมาติดๆ บอกพระวิศณุว่าบินไปถึงยอดแล้ว พระศิวะเลยจับได้ว่าพระพรหมโกหก เลยโดนสาปซะ (ประมาณว่าขนาดของพระองค์ท่านยาวมาก จนมั่นใจว่าไม่มีใครทำได้แน่ๆ)

อ่านทีไร ฮาทุกที

#4 By D û D e ` z on 2008-09-28 18:08

Hot! sad smile ประสาทดีแฮะ แต่ก็ ความศรัทธาส่วนบุคคล เหตุผลน้อย...

#5 By on 2008-09-29 21:51

สนุกมากเลยครับ


บางประเพณีนี่ ก็ไม่รู้ว่าทำกันไปได้ไงนะฮะ ออกแนวเสื่อมๆเสียมากเลย sad smile

#6 By Zairen_Parodyme. on 2008-09-30 14:39

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไหมไหว้ หัว-วยครับ open-mounthed smile

อ๊ะไม่สุภาพๆๆ

#7 By Shuu Exteen on 2008-10-10 22:23

เป็นตำนานที่ตลกดี

#8 By ศรี on 2008-10-11 01:12

ใหญ่มากคร้า

#9 By all4teen on 2008-10-13 11:51

ทุกคนต่างก็มีใจศรัทธาทีไม่เหมือนกันไป

แล้วแต่ว่าใครนั้นจะคิด และนับถือกัน

ถึงแม้ว่าจะพิลึก และน่ากลัว

แต่ก็อาจจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ใจนั้น

รู้สึกดี ก็ว่ากันไป

#10 By หมวย (125.27.40.191) on 2010-01-09 11:55